การเลือกเพศให้กับร้านค้า e-commerce:ร้านมีเพศด้วยเหรอ?
แย่(หรือดีอันนี้ไม่แน่ใจ)หน่อยที่ภาษาไทยนั้นมีคำที่บ่งบอกถึงเพศว่า ประโยคที่พิมพ์หรือว่าพูดออกมานั้น คนพูดหรือพิมพ์สื่อความนั้นเป็นคนเพศไหน เช่น ถ้าหากว่าคนที่พูดหรือพิมพ์ว่า ครับ ครับผม หรือผม ก็จะรู้ว่าเป็นเพศชาย หรือพิมพ์ว่า ค้ะ ค่ะ ดิฉัน เดี้ยน (กระแดะไปนิด) ก็จะเป็นเพศหญิง และก็มีอีกหลายคือที่ทั้งสองเพศสามารถที่จะพูดหรือพิมพ์ออกมาได้ โดยที่รู้ด้วยว่าคนที่พูดหรือพิมพ์นั้นเป็นเพศอะไรเป็นฐานกันแน่ เช่น คำว่า จ้ะ จ๊ะ นะจ้ะ เป็นต้น (แหม วันนี้พิมพ์เนื้อความเหมือนกะสอนภาษาไทยเด็กอนุบาลไปหน่อยเหรอป่าวน่ะครับ) และสำหรับร้านค้าจะต้องมีการติอต่อระหว่างกัน โดยการ email หรือเป็นระบบ email template ที่มีการตอบโต้อัตโนมัติ เมื่อมีการสั่งซื้อสินค้าหรือมีการสมัคร register เพื่อเป็นลูกค้าครับ ก็จะเกิดคำถามว่า ร้านหรือตัวแทนของ email นั้นน่าจะเป็นเพศอะไรกันแน่ ในหัวผมมี concept อยู่หลายแบบน่ะครับก็ลองตามดูแล้วกันน่ะครับ ว่าจะคิดแบบไหนดี
วิธีการหนึ่งที่คนส่วนมากจะทำก็คือ การเลือกเพศแบบตรงไปตรงมา คือ ถ้าหากว่าคุณเป็นเพศอะไรก็พิมพ์สื้อความว่าเป็นเพศนั้นเช่น ตัวกระผมเป็นต้น จะเห็นไดว่าคนอ่านจะรู้ว่าเป็นเพศผู้ ตัวผู้น่ะครับผม (แหม เหมือนกะเป้นหมน้อยเนาะ) แล้วก็ร้านค้า online คนที่เป็นเจ้าของร้านก็จะเหมาะสมกับสินค้าที่ขายอยู่ในร้านอยู่แล้วเข่นถ้าหากว่าขายเสื้อผ้า sexy ก็จะเป็นเพศเมียซะมาก หรือว่าถ้าหากว่าขายหนังแผ่น หรือแผ่นเกมส์(แท้หรือเทียมก็สุดแล้วแต่) ก็จะเป็นเพศผู้ซะมากน่ะครับ ทำให้หลายคนไม่ได้คิดมากเรื่องแบบนี้ ก็เพราะมันตรงไปตรงมาแล้วก็เหมาะสมดีแล้ว แต่ว่าสำหรับคนที่อยากจะเลือกเพศจริงๆก็มีแนวคิดไม่ยากนะครับ ก็คือ ต้องเลือกให้เหมาะสมว่าลูกค้าที่เข้ามาที่หน้าร้าน online คาดหวังว่าคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเป็นเพศอะไร คนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังนั้นก็พึงแสดงตัว พิมพ์ออกมาผ่าน email template เพื่อบ่งบอกว่าเว็ป site นี้มีเพศตามที่ลูกค้าคิดเอาไว้
ยกตัวอย่างเพิ่มเติมได้ไม่ยากครับ เช่น ถ้าหากว่าร้าน online ขาย condom คนที่อยู่เบื้องหลังสำหรับผมแล้วก็น่าจะเป็นเพศหญิง เพราะ ถ้าหากว่าเป็นเพศชายก็จะคิดมากเชิงว่า เอ .. ไม่รู้เรื่องเอาซะเลยเป็นผู้ชายแท้ๆด้วยกัน อะไรแบบนี้น่ะครับ หรือว่าถ้าหากว่าร้านคุณขายเฟอร์นิเจอร์ ลูกค้าที่เค้าเข้ามาที่หน้าร้าน online จะคาดหวังว่า คนที่ทำงานเบื้องหลังหรือติดต่อกันอยู่นั้นน่าจะเป็นเพศชาย ครับ เพราะ ดูราวกันว่าผู้ชายจะเข้าใจเรื่องการก่อสร้าง การตัดไม้ หรือ สร้างเฟอร์นิเจอร์ได้ดีกว่ายังไงล่ะครับ เท่านั้นเองครับ แบบนี้คิดไม่ยากน่ะครับว่า ร้านค้า online ของคุณๆนั้น เพศสำหรับคนที่ทำหน้าที่ติดต่อนั้นน่าจะเป็นเพศไหนกันแน่ครับ
แต่อย่างไรก็ดีหากว่าเจ้าของร้านเลือกคนที่มาทำหน้าที่สื่อสารกับลูกค้าไม่ได้เป็นเพศที่ลูกค้าคาดหวังจะให้เป็นก็อย่าคิดพิศดารมากน่ะครับ ให้ผู้ชายทำทีเป็นพิมพ์อีเมล์เหมือนกับว่าตัวเองเป็นผู้หญิง (ซึ่งจริงๆก็สามารถทำได้น่ะครับ ) แค่ผมกลัวว่า หากว่าเกิดการผิดพลาดในการพิมพ์สื่อความกันใน chat Instant messager หรือว่าผ่าน email ก็แต่แล้วคนอ่านหรือลูกค้าจะนึกว่าคนที่ติดต่อด้วยเป็นพวกสับสนทางเพศน่ะครับ แต่ว่าถ้าหากว่าคิดว่าไม่หลุดแน่ๆจะ chat หรือ email สื่อสารแบบผิดเพศได้ก็ไม่รู้น่ะครับ เพราะแท้ที่จริงแล้วลูกค้าเค้าไม่รู้หรอกครับว่าแท้ที่จริงแล้วเราเป็นตัวผู้หรือตัวเมียอยู่ดีน่ะหละถ้าหากว่าไม่ได้โทรเข้ามาคุยน่ะครับ
แก้ขนาดไฟล์ภาพได้อย่างรวดเร็วเป็น Batch ๆเลยน่ะครับ save เวลาไปเย้อ..
สำหรับการจัดการกับภาพด้วย photoshop ที่เยอะคนไม่รู้ว่า เราสามารถที่จะแปลงไฟล์ psd ให้เป็น jpg ทีละมากไฟล์ได้แล้ว ถ้าหากรู้ว่ามี Freeware แบบนั้นมันก็จะ save เวลาไปมากโขอยู่ครับ ตัวที่ผมเคยแนะนำเอาไว้ก็จะเป็น Batch psd to JPG น่ะครับ นอกจากที่จะทำการปรับเปลี่ยนเมื่อได้ภาพ JPG ออกมาแล้ว เพื่อจะที่ upload เป็นสินค้าที่หน้า website ขายของของเราแล้วเราก็ต้องจำเป็นที่จะต้องปรับภาพให้มีขนาดที่มันเหมาะกับ website อีกคือว่า resolution และขนาดภาพมันจะต้องไม่ยิ่งใหญ่เกินจำเป็นมากนักครับ เพราะอย่างงั้นโหลดภาพกันเป็นชาติก็ลูกค้าหนีกันหมดพอดี แนะนำว่าถ้าหากว่าจะแปลง file เชิงว่า ปรับขนาดภาพเท่านั้น ให้มี resolution หรือขนาดภาพที่ต่ำลง มี Freeware อีกเหมือนเดิมก็คือ Picture Resizer ครับทำให้ปรับขนาดภาพเป็นหมู่คณะได้น่ะครับ ลองโหลดเอาไปเล่นดูแล้วกันนะครับ โปรแกรมใช้ง่ายที่สุดในโลกแล้วไม่ต้องบรรยายกันเลยก็ว่าได้ครับ แล้วแน่นอนว่า มันจะ save เวลาที่จะต้องทำงานซ้ำๆเพื่อการปรับขนาดภาพไปได้มากโขอีกตามเคย
วิธีการทำอย่างไรให้น้ำหนักเครื่อง Notebook มันรู้สึกเบาขึ้น
คำว่าเบาในที่นี้ก็คือ การที่เครื่องน้ำหนักรู้สึกเหมือนว่ามันเบาเข้าน่ะครับ ไม่ได้เกี่ยวกับการ loading เครื่องเบาเพราะไม่ได้มี software อะไรเท่าไหร่ในนั้นครับ เราจะไม่ทำการถอดอุปกรณ์ใดๆออก แต่สิ่งที่จะทำก็คือ ทำให้แขนเรารับโหลดได้ดีกว่าเดิม รวมทั้งกล้ามเนื้อส่วนหลังทั้งหมด และหน้าท้องเพื่อที่จะเราจะได้ยก noteboo ที่แท้ที่จริงแล้วมีน้ำหนักเท่าเดิม แต่ว่าเรามีกล้ามเนื้อเพื่อรับ load น้ำหนักได้มากขึ้นต่างหาก แค่นั้นก็จะทำให้เรารู้สีกได้ว่าน้ำหนักของ notebook มันเบาลงได้แล้ว (แต่ว่ามันก็แค่ความรู้สีกน่ะครับ แต่ก็คิดว่าพอแล้ว เพราะอะไรต่อมิอะไรเราสำเหนียงรู้จากความรู้สึกด้วยกันทั้งนั้นครับ)
แทนที่จะไปซื้อ Notebook ตัวใหม่ที่เล็กและเบากว่าเดิม เอาเงินไปซื้อดัมเบลมาแทนก็ได้ครับ แล้วก็มันก็ถูกกว่ามากๆด้วย นอกจากจะทำให้รู้สึกว่า Notebook เบาลงแล้ว มันก็จะทำให้รู้สึกว่าถืออะไรมันก็เบาลงไปได้อีก ก็แหม มันเล่นมาเปลี่ยนกันที่กล้ามเนื้อแทนเอาน่ะครับว่าเหรอป่าวล่ะ
วิธีอ่านหนังสือให้เร็วต้องอ่านเป็นสรุปความมาเลยเร็วสุดๆ !(หยุดเสียชีวิตกับการอ่านหนังสือหากคุณไม่ชอบอ่าน)
น้องผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับ business เคยคุยกันอยู่เหมือนกันว่า น่าจะเป็น audio book เพื่อให้คนอื่นเอาไปโหลดฟังในรถแต่ว่าก็ไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้สักที เพราะการที่ทำเป็นสรุปความเป็นเสียงนั้นจะทำให้การรับรู้นั้นเหมือนกับการอ่านหนังสือยังไงอย่างงั้นเลย ปกติแล้วผมก็ฟัง audio book เป็นส่วนใหญ่เพราะว่าผมไม่อยากจะใช้สายตามากเท่าไรนัก การอ่านที่หน้าคอมพิวเตอร์เป็น file pdf หรือว่าการอ่านหนังสือจริงๆ ก็ตามทีมันทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าตาได้ ยกเว้นว่าคุณๆอยากจะอ่านหนังสือเป็นการพักผ่อนเท่านั้นน่ะครับ ซึ่งสำหรับผมแล้วการอ่านหนังสือก็เป็นการพักผ่อนเหมือนกัน เพราะมันทำให้ตาเราล้าแล้วก็ง่วงนอน แล้วก็พล๋อยหลับไปได้ไม่ยากเลยครับ เรียกได้ว่าเป็นวิธีการทำให้ง่วงแล้วหลับได้ดีวิธีหนึ่งเลยครับ
ทีนี้ประเด็นไม่ได้อยุ่ที่ว่ามันจะเป็น audio book หรือว่าจะเป็นหนังสือในรูปแบบปกติหรอกครับแต่ประเด็นที่ผมจะเล่าใหัฟังวันนี้ก็คือ ถ้าหากว่าต้องการอ่านหนังสือเพื่อให้ได้เนื้อความนั้น มันกินเวลา นอกจากจะเสียเงินค่าหนังสือแล้ว (สำหรับการอ่านเป็นภาษาไทยก็ต้องรอคนแปล แปลมาให้ก่อนด้วย จ่ายเงินค่าแปลผ่านค่าลิขสิทธิ์มาอีกต่อหนึ่ง) ยังต้องเสียเวลาด้วยน่ะครับ อย่าเรียกว่าเสียเวลาดีกว่า เรียกว่า "กินชีวิต" ไปเลยก็ว่าได้หากว่าคุณไม่ได้เป็นคนชอบที่อ่านหนังสืออยู่แล้ว แต่ผมก็รู้หรือคุณๆเองก็รู้ว่าการอ่านนั้นมันจำเป็นมากแค่ไหนสำหรับ คนที่จะพัฒนาตัวเอง หรือคนที่ทำธุรกิจแบบ SMEs ในโลกปัจจุบัน
ทำไมคนต้องอ่านหนังสือด้วยล่ะ?
เหตุผลง่ายๆเพราะว่าคู่แข่งคุณอ่านหนังสือครับ แล้วก็อ่านเยอะซะด้วยเพื่อที่จะคิดวิธีการใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งหาแนวคิดใหม่ๆเพื่อการต่อยอดธุรกิจของเค้า โดยเฉพาะหนังสือประเภท "Business" แนวธุรกิจนี่ยิ่งแล้วใหญ่เลยน่ะครับ ถ้าหากว่ามีใครว่าเรื่องไหนดี เรื่องไหนดัง หรือ เรื่องไหนน่าอ่าน แล้วก็เรื่องไหนเป็น best seller แปลว่าอะไรน่ะเหรอครับ ! มันก็แปลว่า คู่แข่ง และ คนอื่นๆอ่านหนังสือเล่มนั้นกันอย่าดาษดื่นทั่วไปครับ
สำหรับ business อาจจะมองเป็นเกมส์ก็ได้ ที่เป็น game แบบแข่งขันกันหลากมิติ มันไม่ได้แข่งแค่คู่แข่งทางตรงของคุณ มันแข่งกันแบบข้าม business กันได้ไม่ยากเลยน่ะครับ แล้วคนเหล่านั้นที่ทำหน้าที่บริหาร เค้าจะมีการปลูกฝังเพื่อให้รักการอ่าน มีอะไรมาก็อ่าน ก็เหมือนกับที่ผมกำลังเล่าให้ฟังอยู่นี่ว่า ทำไมมันต้องอ่านหนังสือกันด้วยนั่นเอง
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ productivity ล่ะครับนั่น ?
มันเกี่ยวตรงที่ว่าถ้าหากว่าคุณอ่านเอง มันจะเสียเวลาเป็นหลายเล่าพันทวี มันจะดีกว่ามากๆที่คุณสามารถที่จะ set up คนให้อ่านออกมา แล้วกลั่นออกมาเป็นเนื้อหาที่รวบรัดเข้าใจเป็น main idea สำหรับหนังสือเล่มหนึ่งก็น่าจะเร็วกว่า อาจจะต้อง form team ขึ่นเมื่อเป็นลักษณะของเพื่อนฝูงเพื่อทำการปรึกษาเล่าสู่กันฟัง แบบมี eco ระหว่างกันเพื่อเป็นการสอนความคิดหรือแนวคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนั้นๆที่อุตส่าห์อ่านมันเป็นเวลามากกว่าหลายชั่วโมงที่เสียไปน่ะครับ (เสียชีวิต คนเรามีเวลาจำกัดครับ) แล้วทีนี้ก็เอามาเล่าให้คนอื่นฟังต่อ เพื่อประหยัดชีวิตคนอื่นเค้าได้ หรือ ในทางตรงกันข้ามการสร้างเป็นกลุ่มเพือ่นๆแบบนี้ เราก็จะได้ประหยัดชีวิตอีกส่วนในการที่ให้คนอื่นอ่านแล้วสรุปให้เราฟังเช่นเดียวกันน่ะครับ เรียกได้ว่าเป็นการเร่งเวลา หรือ บีบอัดความรู้จากหนังสือเข้าหัวเลยก็ว่าได้ ถ้าหากว่าคนนั้นสามารถที่จะจับ concept หนังสือ และถ่ายทอดได้ดีครับ
หรือ แท้ที่จริงแล้วมันยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ถือว่าฉลาดเอาการก็คือ หาซื้อ บทสรุป (พูดเหมือนเกมส์เลย มีบทสรุปด้วยว่าทำอะไรยังไง) แต่ว่าสำหรับหนังสือ business เหล่านี้มันสรุปกันอย่าเป็นล่ำเป็นสันน่ะครับ เพราะ บทความสรุปเหล่านั้นขายได้ แล้วมันก็คุ้มค่าเกินกว่าที่ประมาณได้ สำหรับคนที่ยุ่งสุดๆ เอาเวลาไปพักผ่อนดีกว่า หรือว่า เอาเวลาไปทำงานทำการดีกว่า การอ่านหนังสือแบบกินชีวิตเป็นหลัก 10 ชั่วโมงก็คงไม่น่าทำน่ะครับ ทำให้สินค้าประเภทสรุปบทความขายได้อย่าเป็นกอบเป็นกำจริงๆ อย่างเว็ปนี้ ก็เป็นอีกเว็ปหนึ่งเพื่อที่จะขายสรุปบทความที่มีการสรุปมาแล้วทั้งหมด รวมถึงถ้าหากว่า มีหนังสืออะไรใหม่ที่ออกภายในปีนั้นๆนับจากวันที่สมัครเป็นสมาชิก ก็จะได้รับ ebook สรุปความหนังสือด้วยครับ
ผมสังเกตแล้วว่าหนังสือที่เอามาสรุปในเว็ปแห่งนี้ทั้งหมดจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับ business ล้วนๆน่ะครับยังไงก็แล้วแต่ถ้าหากว่าอยากจะ save เวลาสำหรับการอ่านหนังสือ ธุรกิจเหล่านี้แล้วล่ะก็สมัครแค่ครั้งเดียวปีเดียวก็คุ้มเกินจะคุ้มแล้วน่ะครับ สำหรับการทดแทนเวลาที่คุณจะต้องอ่านหนังสือทั้งหมดนั้นน่ะครับผม
โดดเข้าไปดูชื่อหนังสือที่มีการสรุปแล้วบางส่วนได้จากที่นี่เลยน่ะครับผม
อ้อลืมบอกอีกนิดน่ะครับเนื้อหาทั้งหมดเป็นภาษาปะกิตน่ะคับ คนที่ไม่เคยอ่านก็ท่าทางว่าจะลำบากสักหน่อย แต่แน่นอนว่ามันดีกว่าอ่านเป็นเล่มๆอยู่แล้วน่ะครับ แล้วก็ไม่ต้องรอคนแปลด้วย เพราะ กว่าคนที่เค้าแปลจะได้แปลหนังสือดีๆสักเล่มมันเกลาแล้วเกลาอีกเกลาแล้วเกลาอีกกว่าจะออกก็คนอื่นเค้าอ่านแล้วก็ประยุกต์คิดต่อเอาไปกินแล้วน่ะครับผม แล้วก็อีกอย่างมันต้อง update เร็วหน่อยน่ะครับ ถ้าคนอื่นอ่านแล้วใช้แล้วเรายังไม่รู้เรื่องมันก็ดูเหมือนจะช้าไปนิด ยังไงก็แล้วแต่การอ่านเป็นภาษาอังกฤษเลยก็ต้องฝึกๆเอาไว้เหมือนกันน่ะครับ นี่ก็อาจจะเป็นโอกาสเพื่อที่เราจะได้ฝึกอ่านเอาเรื่องอีกส่วนก็ได้น่ะครับ ลองดูแล้วกันน่ะครับผม
ทำไมมีเว็ปแล้วยังจะต้องมี Blog อีกล่ะ?
อีกเหตุผลที่คนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้อง Blog Blog แล้วได้อะไรถ้าได้อะไร คำตอบอีกคำตอบหนึ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ก็คือ Blog แล้วคุณจะเป็นควบคุม Keyword ใดๆก็ได้ที่ไม่มีการแข่งขันกันสูงมากน่ะครับ ยกตัวอย่างเช่น Garmin Mobile XT (เป็นชื่อ software แผนที่มี ppc หรือพวก smartphone น่ะครับ ผมใช้อยู่เพราะว่าผมมี HTC TOUCH DIAMOND ครับผม) คำว่าควบคุมแปลว่า search มาแล้วเจอ content หรือเนื้อความของคุณๆที่หน้าเว็ปน่ะครับ อย่างผม upload content เกี่ยวกับ Google Maps ที่ใช้งานร่วมกับแผนที่ Garmin Mobile XT เมื่อวานนี้เท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พอผมนอนไป Google Bot ก็มา index หน้า rackmanagerpro.com แล้วก็เอาคำที่อยู่ใน content ที่เป็น header หรือว่าที่เป็นเนื้อหาในตัวบทความเอามาแสดงเมื่อมีการ search ว่า "Google maps garmin mobile xt" หรืออะไรทึกนี้แต่ว่าถ้าหากว่าเป็น "Google maps" เฉยๆคิดว่าไม่น่าจะเจอเนื้อความผมเท่าไหร่น่ะครับ เรียกว่าถ้าหากว่าคุณต้องการที่จะแสดงเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงคุณอาจจะคิด keyword เหล่านั้นเข้ามาก่อนแล้วก็พิมพ์เข้าไปที่เนื้อความคุณเยอะสักหน่อยเท่านั้นก็พอที่จะทำให้ Google Bot ทำการ index แล้วมาเจอหน้าเว็ปคุณๆได้ไม่ยากแล้วน่ะครับ
การ search ด้วย keyword นั้นจากข้อมูล (ทีไหนสักแหล่งผมจำไม่ได้น่ะครับ เพราะอ่าน content จากเยอะ Blog มาก มากจริงๆ) มีแนวโน้มว่าจะยาวขึ้นเรื่อยๆแทนที่จะเป็นหนึ่งคำ ก็เป็นสามหรือสามหรือสี่คำทำให้การค้นหานั้นเฉพาะเจาะจงไปเรื่อยครับ สังเกตครับว่าถ้าคนสงสัยว่าจะใช้ Googe maps กับ Garmin Mobile XT เค้าคงไม่ search Googlemaps เฉยๆแน่ๆหรือว่า Garmin Mobile Xt เฉยๆแน่ๆน่ะครับ มันไม่ make sense นี่ครับว่าเหรอป่าวล่ะ แล้วก็แน่นอนว่าแบบนี้มันไม่ได้ไปเจอเว็ป Google Maps หรือ เว็ปของ Garmin แต่อย่างใด มันมาเจอเว็ป rackmanagerpro.com ต่างหากล่ะ เพราะอะไรน่ะเหรอครับเพราะทั้งสองเว็ปนั้นไม่ได้พิมพ์เนื้อความพูดข้ามหากันเหมือนกับผมที่มี keyword ทั้งสองคำที่หน้าเดิยวกันติดกันเลยยังไงล่ะครับ ทิ้งเอาไว้ให้เป็นข้อสังเกตครับ
แล้วก็สงสัยต่อไปอีกว่าแล้วมันยังไม่ได้บอกเลยนี่หน่าว่าทำไมต้อง Blog ?
สำหรับผมแล้วการ Blogging เป็นการ reflect ความคิดเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ โดยผมแยก site ออกมาเป็นแบบส่วนตัวนิดนึงเนื้อหาสะเปะสะปะเอาหน่อยกับเว็ปนี้ที่เป็นเนื้อหาประมาณ Blogging , IT , Gadget แล้วก็ Freeware (คนเทือกนี้จะใช้สินค้าหรือว่าบริการไม่หนีกันหรอกครับแล้วก็จะใช้แต่อะไรที่เป็น gadget ตามสมัย) ลองคิดดูน่ะครับถ้าหากว่าคุณเป็นร้านขายของพวกนี้แล้วเปิดร้าน online เอาไว้สักหน่อย เช่นคุณเป็นคนที่เปิดร้านขาย Navigator อย่างเดียวหรือว่าขาย pda phone หรือ smart phone แล้วคุณ Blog ที่สามารถควบคุม keyword ใน Google ได้เหมือนกับที่ผมเล่าให้ฟัง แปลว่า โอกาสที่คุณจะทำเงินหรือโปรโมตเว็ปหรือสินค้าใดๆก็ทำได้ไม่ยากเย็นนัก อย่างงี้ผมถึงเรียกว่า "ควบคุม" ครับ
อย่างไรก็ตามการที่ได้มาซึ่ง Blog ที่มีอิทธิพลเพื่อควบคุม keyword อย่างที่ผมบอกได้นั้นต้องอาศัยความพยายามหน่อยโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆก่อน เพราะผลไม่ได้มาเร็วอย่างที่คุณคิดน่ะครับ Blog ที่สร้างจะต้องมีการ update เป็นประจำ มีคนแก้เนื้อความ มีการปะ Google Analytics เอาไว้ แล้วก็เนื้อหาโอเคครอบคลุม keyword ที่เกี่ยวข้อง พูดง่ายๆขอให้คิดซะว่าอยากจะพล่ามอะไรก็พล่ามอย่างมีทิศมีทาง แล้วถ้าอยากจะสะเปะสะปะก็เป็น blog อีก Blog เหมือนกับผมที่แยกตัวออกไปน่ะครับ ทำการแบ่ง blog ออกเป็นเรื่องไปอย่างมาปนกันมากนัก (ปนอารมณ์ได้บ้างน่ะครับแต่ว่าอย่ามั่วเรื่องจัดๆ) แล้วก็ใช้ Wordpress เป็น CMS (content Management System) ผมว่าตัวนี้ลงตัวกับการ Blogging สุดๆแล้วน่ะครับ
นอกจากนี้ผมต้องบอกเอาไว้ก่อนได้เลยว่าอีกหน่อยระบบ affiliate ในเมืองไทยจะเริ่ม (แค่เริ่ม)พัฒนาขึ้นเมื่อถึงเวลานั้นแล้วเว็ป Blog ใดๆที่มี content ที่เฉพาะเจาะจงจะทำให้คุณควบคุม keyword ได้ (เพราะว่าเว็ปก่อตั้งมานานแล้ว update สม่ำเสมอ) คุณก็สามารถหา product หรือ service link ไปยังเว็ปเหล่านั้นเพื่อกินค่า commission ได้ในอนาคต ที่ผมบอกว่าอนาคตนั้นเพราะ product หรือ service ในไทยยังไม่ค่อยให้ความใส่ใจเรื่องนี้สักเท่าไหร่ต้องรออีกไประยะหนึ่งครับ อีกหน่อยเว็ปที่ขาย product หรือ service เหล่านั้นก็ต้องการ advertiser ที่มีศักยภาพผ่านเว็ปที่มีอิทธิพล หรือ เรียกได้ว่า blog คุณจะทำหน้าที่เป็นสื่ออย่างหนึ่งแบบเฉพาะกลุ่มครับ ซึ่งแนวคิดแบบนี้นั้นมีมานานโขแล้วสำหรับนักท่องเว็ปโลก (อ่าน content English น่ะครับผม) ยังไงซะทิศทางมันก็ต้องเป้นไปทางเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อนั้นตลาด keyword จะเริ่มเดือดเป็นไฟ อาชีพใหม่ๆก็จะเกิดขึ้นแล้วก็แพร่หลายมากขึ้นในไทยเป็นการขายสินค้าไทยเพื่อคนไทยโดยแท้จริงต่อไป
วิธีการใช้งาน Garmin Mobile XT โดยการกรอกค่าพิกัดจุด ที่ได้จาก Google Maps
สำหรับคนที่มี Smart Phone ที่ลง sotfware Garmin Mobile XT เอาไว้แล้วถ้าหากว่าอยากจะใส่เป็นค่า"พิกัด" แล้วล่ะก็ให้ทำตามขั้นตอนนี้น่ะครับ
1. เข้าที่ไปหน้า Google maps ซะแล้วก็ค้นหาตำแหน่งใดๆที่เราอยากจะไป
2. double click ณ ตำแหน่งนั้นๆในแผนที่เพื่อให้มัน Zoom หรือให้ตำแหน่งนั้นๆมันอยู่ที่กลางจอ หรืออีกวิธีก็คือ ให้คลิ้กขวาแล้วก็กด Center Map here ก็ได้เหมือนกันแล้วแต่ว่าสะดวกวิธีการไหนครับ
3. เมื่อตำแหน่งที่เราอยากจะไปอยู่กลางหน้าจอแล้วให้ copy code ต่อไปนี้เอาไปปะไว้ที่ url น่ะครับ (ไม่ใช่ที่ seach maps นะครับ) เมื่อปะแล้วกด enter มันจะได้ pop-up ออกมาเป็นพิกัดที่เป็นตัวเลขยาวๆน่ะครับ
4.หลังจากได้เลขที่ออก(เหมือนหวยเลย) เลขชุดแรกก่อนเครื่องหมายลูกน้ำจะเป็น Latitude ครับแล้วก็แน่นอนว่าชุดหลังเป็น Longtitude (เรียกได้ว่าเป็นแกนเอ็กซ์แกนวายของโลกเราแล้วกันน่ะครับ) ก็ copy เอาไว้ก่อนได้เลยก่อนที่มันจะหายไปไหน ตัวอย่างเช่น (13.715288549310348, 100.59129238128662)
5. เข้าไปที่ http://www.gpsvisualizer.com/calculators แล้วมองไปที่ "Coordinate Converter" แล้วเอาเลขชุดแรกกรอกเข้าไปที่ช่อง Latitude และ Longtitude ของ Link ใหม่ในข้อนี้น่ะครับ สำหรับกรณีตัวอย่างก็คือเอา +13.715288549310348 กรอกเข้าไป แล้วก็ที่ Latitude ก็กรอก +100.59129238128662 เป็นตำแหน่ง Longitude น่ะครับ แล้วก็กด convert-> ครับ Note: ก่อนเลขจะมีเครื่องหมาย + อยู่อยากจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้น่ะครับไม่ serious อะไรมากเพราะว่าผลออกมาก็ได้ตำแหน่งเดียวกันครับ
6. สิ่งที่เราต้องการก็คือ ข้อมูลในช่อง "Deg° Min" ทั้ง Latitude และ Longtitude ครับ (จากตัวอย่างจะได้ข้อมูลคือ N13°42.917313 เป็น Latitude และ Longtitude คือ E100°35.477543) ทีนี้จะเห็นได้ว่า format แบบนี้หน้าตาเหมือนกับที่เราจะเอาไปกรอกที่ Garmin Mobile XT แล้วน่ะครับนั่น เวลาจะกรอกที่ Mobile Phone เรานั้นก็ไปที่ "ค้นหา" –>"พิกัด" แล้วก็กรอกตำแหน่งไปน่ะครับ
ใน Garmin Mobile XT มันจะใส่หน้าแยกเป็นช่องๆก็ประมาณนี้น่ะครับผม ผมพิมพ์เป็น text แสดงไว้แล้วกันน่ะครับ
[N] [13 ] [42].[917]‘
[E] [100][35].[477]‘
แล้วกด "อีก" ที่ด้านล่างสำหรับภาษาไทยน่ะครับแล้วจะนำทางหรือบันทึกไว้ก็แล้วแต่น่ะครับผม
จะเห็นได้ว่าตอนที่กรอกข้อมูลเข้าไปที่ Garmin Mobile XT นั้นข้อมูลหลัง จุด จะกรอกได้แค่สามตำแหน่งแรก แค่นั้นก็พอแล้วน่ะครับถ้าหากว่าอยาก sure ก็ดูแผนที่แล้วก็ดูเทียบกันระหว่างตำแหน่งที ่Google Maps แล้วก็ Maps ที่มือถือเราน่ะครับ
เป็นอันเสร็จพิธีการอันยุ่งยากหวังว่าอีกหน่อย Google Maps กับ Garmin Mobile XT น่าจะทำงานกันได้สะดวกกว่านี้น่ะครับ คิดว่าคงต้องรออีกนานเอาการเหมือนกันน่ะครับ ทนๆกันไปแล้วกันนะครับ
Offline Bookmark ใช้แผ่นกั้นหนังสือยังไงให้ฉลาด?
[เนื้อความอันนี้จะไม่เกี่ยวกับการใช้ computer แต่ประการใดน่ะครับซึ่งอาจจะผิด concept ของเว็ปไปบ้างแต่มันก็เกี่ยวกับการใช้ที่กั้นหนังสืออย่างมี productivity น่ะครับ ] สำหรับ offline-book reader only
ถ้าหากว่าคุณเป็นตนที่อ่านหนังสือ (จริงแบบที่จับต้องได้) เป็นประจำ คุณก็จะรู้ว่า ที่ขั้นหนังสือ นั้นเอาไว้ mark หน้าที่เราต้องการที่จะกลับมาอ่านต่ออีกครั้ง ดีกว่าการพับมุมแผ่นหนังสือ่เป็นไหนๆ เพราะ กระดาษจะได้ไม่ยับ หนังสือจะได้ดูเหมือนไม่ได้ผ่านการอ่านมาแม้แต่น้อย (อ้าว อยากจะเก็บให้ใหม่ก็ไม่ว่าอะไรหรอกน่ะครับ แต่สำหรับผมแล้วไม่คิดมาก เพราะว่าถือว่า เนื้อความเข้าหัวผมแล้ว ตัวหนังสือเอง คุณค่าจะน้อยลงไปเมื่อผมอ่านมันจบแล้วน่ะครับ) หลายคนไม่ได้มองเหมือนกับผมเท่าไหร่ตรงประเด็นที่ เมื่อหนังสืออ่านแล้วจะต้องทำให้หนังสือเหมือนใหม่เหมือนกัยว่าไม่ได้ผ่านการอ่านมาก่อน เพราะจะได้เอาไปให้คนอื่นอ่าน ก็เป็นการเพิ่มมูลค่าของหนังสือนั้นอีกแนวทางหนึ่งน่ะครับการที่เรา share ให้คนอื่นอ่านจะทำให้ต้นทุนต่อความรู้ต่อคนต่ำลงไปน่ะครับ
แอ้ะแต่ว่าเล่ามาทั้งหมดก็ยังไม่ได้เกี่ยวกับที่ขั้นหนังสือเท่าไหร่เลยเนาะครับ เอาเป็นว่ากลับมาเรื่องที่ขั้นหนังสือกันได้แล้วน่ะครับ สำหรับ offline bookmark นั้นนอกจากจะระบุได้ว่าอ่านไปถึงหน้าไหนแล้วยังบอกได้อีกว่าเราอ่านไปถึงบรรทัดของหน้าไหนกันแน่ซ้ายหรือขวาได้อย่างชัดเจนเลยน่ะครับ สิ่งที่ต้องทำก็คือใช้มัานให้ถูกวิธีเท่านั้นเองครับ
เริ่มต้นต้องบอกก่อนว่าที่ขั้นหนังสือแบบที่ผมว่านี้จะต้องเป็นกระดาษหรืแผ่นพลาสติกที่หน้าทั้งสองหน้าไม่เหมือนกันแล้วก็มีความยาว ยาวกว่าครึ่งหน้าด้านบนลงล่างของหนังสือครับ เพราะเราจะเอาไปใช้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ครับผม
- แผ่นขั้นหนังสือนั้นมีหน้าหลังก็เพราะว่า เราจะเอาด้านหน้าเท่านั้นเป็นตัวบอกว่าอ่านไปถึงหน้าไปซ้ายหรือขวาโดยการหันหน้าที่เป็นด้วยหน้าไปยังหน้าที่เราเพิ่งอ่านถึงไปยังไงล่ะครับ เหตุผลก็เท่านั้นเอง เพราะถ้าเหมือนกันทั้งสองหน้าเราก็แยกแยะไม่ออกน่ะซิครับว่ามันถึงหน้าไหน (ถ้าไม่โกงโดยการพับกระดาษหน้านั้นๆไว้น่ะครับ)
- ถ้าอยากระบุไปชัดกว่านั้นอีกว่าอ่านถึงบรรทัดไหนก็ให้เอาขอบที่ขั้นหนังสือนั้นพาดปิด ณ ตำแหน่งบรรทัดสุดท้ายที่อ่านไปแล้วน่ะครับ พอเปิดมา แค่นี้เราก็จะรู้แล้วน่ะครับว่าต้องอ่านบรรทัดไหนต่อไป
แถมอีกหน่อย : วิธีหยุดการอ่านเพื่อทำการ Bookmark บนหนังสือจริงๆ
แนะนำว่าถ้าจะหยุดเพื่อ Bookmatk แล้วเรากลับมาอ่านแล้วต่อเรื่องติด แนะนำอย่างยิ่งว่าให้หยุดตอนจบพารากราฟ (ย่อหน้า) เพราะคนเขียนส่วนมากจะเปลี่ยนนเรื่องหรือประเด็นก็ตรงนี้ทั้งนั้น หรือ จะดีกว่านั้นถ้าเป็นพวกอ่านเร็วก็แบ่งอ่านจบกันเป็น chapter ๆ ไปเลยก็ได้น่ะครับ .ซึ่งไม่ใช่ผมแน่ๆเพราะว่าผมอ่านแล้วก็เบลอ่ๆ เบลอแล้วก็เริ่มง่วง ง่วงแล้วก็ต้อง Bookmark เสร็จโดดไปที่เตียงนอนด่วนทันที (มันถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เราไม่ต้องไปนอนดิ้นไปดิ้นมาเพื่อที่จะทำให้เราหลับ อ่านหนังสือนี่มันหลับได้ดีจริงๆ เรียกได้ว่าอาการง่วงรุนแรงมากน่ะครับ)
คิดว่าการ Bookmark หนังสือที่เป็นประเด็นเล็กๆแบบนี้น่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆไม่มากก็น้อยน่ะครับ ยังไงก็ลองเอาระบบแนวคิดการกั้นหน้าแบบนี้ไปใช้ดูแล้วกันน่ะครับผม
สินค้าอะไรที่เหมาะสมสำหรับการขาย online ?(ขายสินค้าอะไร online ดี และเปิดร้าน online ที่ไหน?)
คนที่จะทำหน้าร้าน online นั้นถ้าหากว่าไม่ได้มี product เป็นของตัวเองแล้วคำถามแรกๆที่เกิดในหัวก็คือ จะเอาอะไรมาขาย หรือ แปลอีกความหมายว่า "อะไรล่ะที่คนจะซื้อกัน online" ผมแตกภาพออกมาให้เกิดความเข้าใจได้ไม่ยากเป็นข้อๆได้ดังต่อไปนี้เลยน่ะครับ
- ของที่หาซื้อได้ลำบากครับ เพราะอย่างที่อเมริกาการซื้อผ่าน internet จะไม่ต้องเสีย vat. เพื่อเข้าไปอีก เพราะเป็นการซื้อส่งต่างรัฐ จะได้ราคาที่ดีกว่า การได้ราคาดีกว่านั้น เพราะข้อมูลด้วยอีกส่วนหนึ่งข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าถ้าค้นหาผ่าน Google แล้วจะได้ของที่ราคาที่ค่อนช้างต่ำเพราะถือว่าเป็นการค้นหาร้านค้ามากกว่าหนึ่งร้านเพื่อทำการเปรียบเทียบทันทีที่หน้าคอมพิวเตอร์ (internet)
- นอกจากหาซื้อยากแล้ว ยังมีอีกปัจจัยในทางตรงข้ามคือ ของนั้นมี ดาษดื่นทั่วไปก็ได้ แต่ว่า ตีกันด้วยราคาเป็นตลาดแดงเดือด แม้ว่าจะบวก shipping เข้าแล้วก็ยังราคาดีกว่าอยู่ดี
- ของนั้นต้องไม่มีความต้องการใช้ในทันที เรียกได้ว่าเป็นของไม่จำเป็น ณ เวลานั้นๆ แต่หากคิดว่าต้องการใช้ทันที ก็จำเป็นที่จะต้องมีบริการส่งด่วนพิเศษซึ่งก็ charge ราคาการส่งแพงๆได้ เพราะนั่นเป็น need แล้ว แล้วก็คนซื้อหาของจากหน้าร้านปกติไม่ได้น่ะครับ (ผมไม่บอกแล้วกันว่าคืออะไรน่ะครับ)
- สำหรับของทีมีดาษดื่นแล้วราคาถูกกว่าถือว่า ร้านค้าที่แสดงของให้จับต้องได้เป็นแค่ศูนย์การสาธิตเท่านั้น เพราะ คนจะซื้อก็ต้องไปดูของจริงจากที่หน้าร้านก่อน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าใช้งานได้ดี แต่เวลาซื้อก็มาซื้อ online เท่านั้นเอง เพราะเกิดการเปรียบราคาระหว่างหน้าร้าน กับ ร้าน online + shipping cost ก็จะเป็นราคาเพื่อการเปรียบเทียบได้ไม่ยาก
- ของนั้นอาจจะมีความเป็น unique หาซื้อที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว เช่น การขายหนังสือเก่าหรือ การขายเสื้อผ้าเก่า หรือ การขายตุ้กตาไหมพรมแบบส่วนตัว งานทำเอง hand-made product หรือเสื้อผ้า brand ที่เรา Design เองส่วนตัว หรือ แบบส่วนตัว
- ซื้อของที่ซื้อปกติแล้วต้องอาย เช่น condom หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกิดความละอายแก่การซื้อ ชุด sexy แบบพิเศษหรือแผ่นผีก็แล้วแต่แต่ว่าแน่นอนว่าของ copy ไม่ดีแน่เพราะเกิดความเสี่ยงสำหรับคนขายครับ ต้องมีการปิดๆเปิดๆเว็ป แล้วก็ข้อมูลใน internet จริงแล้วสามารถสืบค้นกันได้ไม่ยาก แต่สำหรับ condom แล้วถือได้ว่าเป็นตัวอย่างสินค้าที่เหมาะสมที่สุด
- ของที่ยังไงก็ตามต้องไปส่งถึงที่อยู่แล้ว ก็จะไมมีการพิจารณาค่า shipping เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วข้อมูลสามารถอธิบายได้ครบถ้วนสมบูรณ์ผ่านหน้าเว็ปไซท ์ เช่น ตู้ โต้ะ furniture หรือ สระว่ายน้ำ ลักษณะ e-commerce แบบนี้ website จะไม่ได้เป็น full shopping cart แต่อย่างใด เน้นหนักไปทางการแสดง product ออกมาเป็นโบวขัวร์ เว้ปซะมากกว่าน่ะครับ
- สินค้าที่เป็น pure digital จะไม่มีค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการขนส่ง เช่น file , เพลง ,หนังสือ pdf ,ebook , software การบริการบางอย่าง เช่น รับจ้างออกแบบ website หรือ website สำเร็จรูป หรือแม้กระทั่ง online course trainning ต่างๆ นานา เป็นต้น
- สินค้านั้นเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักเบาแต่ราคาสูง กำไรดี เช่น jewelry (แต่ตอนส่งต้องมีประกันอะไรบางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง) หรือ เครื่องประดับ
- สินค้าที่รู้ว่าซื้อที่ไหนๆก็เหมือนกันเพราะว่าคุณภาพไม่ได้มี่ความแตกต่างกันแม้แต่น้อย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือ สินค้า IT เช่น SDcard , ปากกาสายสืบ กล้องจิ๋ว เป็นต้น
ผมว่าโดยรวมแล้วก็ประมาณนี้ สำหรับ product ที่ท่านๆเป็นผู้ผลิตอยู่แล้ว ลองคิดดูแล้วกันน่ะครับว่า product ของท่าๆนั้นเข้าข่ายหรือไม่ถ้าเข้าก็ online ได้เลยครับผม
reminding pictures : มองภาพแล้วระลึกได้ว่าต้องทำอะไร? แปลงภาพให้เป็น todolist
หลายต่อหลายครั้งคุณไม่มีกระดาษ หรือ อุปกรณ์ใดๆอยู่ในมือแต่ว่าต้องการจะบันทึกเพื่อเตือนตัวเองเป็นลักษณะของ todolist สิ่งที่คุณพอจะมีก็คือ "กล้องมือถือ" เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ก็คือ ให้คว้ากล้องมือถือขึ้นมาถ่าย เมื่อเราเห็นภาพจากที่เราถ่ายเอาไว้จะต้องนึกได้ว่า เราต้องทำอะไร ขอยกตัวอย่างให้ฟังแล้วกันนะครับว่า การถ่ายภาพเพื่อเตือนความจำมันมี machanics อย่างไรกัน? อ้อวิธีการนี้ผมไม่รู้น่ะครับว่าโลกนี้มีคนคิดไว้ก่อนแล้วเหรอป่าวแต่ว่า อันนี้เป็นวิธีการหนึ่งที่ผมคิดออกมาเพื่อใช้กับงานที่หน้างาน(โรงงานอุตสาหการน่ะครับ เพราะว่ามันมีอะไรให้ทำเยอะเหลือเกินน่ะครับผม)
สมองเราจะจำอะไรก็จำเป็นภาพ นึกอะไรก็นึกเป็นภาพ เพราะฉะนั้นแล้วภาพนั่นหละที่เป็นตัวบอกเราได้ดีที่สุด เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์และความทรงจำนั้นออกมาได้ (ภาพไม่ได้ดีที่สุดหรอกครับจริงแล้วที่ระลึกได้แรงกว่ามากคือกลิ่นตะหาก แต่ว่ามันใช้งานกับมือถือไม่ได้เท่านั้นเองครับ ไว้รอมือถือแบบจำกลิ่นได้ไว้ค่อยเล่าให้ฟังอีกทีแล้วกันว่าถ้ามือถือมีกลิ่นหรือจำกลิ่นได้เราจะเอาไปทำอะไรดี)
เพื่อเป็นการใช้งานแบบ todolist (ไม่ได้เป็นแบบ บันทึกความจำน่ะครับ แบบบันทึกความจำก็คือ เช่นเราจอดรถขั้นสามเอเราก็ถ่ายเสาสามเอไว้เราก็จะไม่ต้องจำสามเออีกต่อไป แบบนี้ผมจะเรียกว่าบันทึกความจำครับ) เมื่อเราวัตถุที่มันสะท้อนว่าเราต้องทำอะไรต่อไปเราก็จัดการถ่ายไว้น่ะครับ หลักๆก็คือเท่านั้นเอง ผมยกตัวอย่างวิธีการใช้ให้ฟังน่าจะชัดแจ้งเข้าไปอีก่นะครับ เช่น ถ้าหากว่าคุณมีนมขวดวางเอาไว้ที่ shelf ในตู้เย็น ณ ตำแหน่งเดิมเป็นประจำ แล้วคุณต้องการจะเตือนตัวเองว่า อืม .. ถึงเวลาซื้อนมใหม่แล้วเพราะนมเก่ามันหมดแล้ว คุณก็แค่ว่า เอขวดนมเปล่าชูขึ้นฟ้าแล้วก็ให้มันโปร่งแสงเพื่อให้เห็นด้านใน แล้วก็ถ่ายรูปขวดนมอันว่างเปล่านั้นซะ เท่านี้ เมื่อคุณไป Super store ก็มาเปิดภาพดูได้ครับว่า อืม .. มันเป็นภาพนมไม่มี แสดงว่าเราก็ต้องซื้อนมใหม่น่ะครับเท่านั้นเอง หรือว่าถ้าหากว่าเป็นนมกล่องทำอย่างไร ก็เหมือนเดิมน่ะครับ ดูดนมกล่องซะ เอาให้มันมีหลอดปักไว้แล้วก็บีบๆมันซะหน่อยก็จะรู้ว่ากล่องนั้นเป็นกล่องเปล่าแล้วมันก็หมดแล้วด้วย ถ่ายไว้เหมือนเดิมก็จะรู้แล้วว่านอกจากซื้อนมขวดแล้วยังต้องเดินไปซื้อนมกล่องอีก หมดทั้งบ้านแล้วซะงั้น คุณทำอย่างงี้กับซอสทั้งหลายแหล่ได้หมดเลยน่ะครับ ไม่ต้องคิดมากว่าจะเต็มเพราะว่ามือถือเดี๋ยวนี้ถ่ายได้เยอะมากๆน่ะครับ แล้วก็ลบมันด้วยน่ะครับ พอใช้เตือนความจำเสร็จแล้วไม่งั้นเดี๋ยวจะเป็น bug ของระบบ todolist จากภาพนี้ได้น่ะครับ ผมว่าแค่ยากตัวอย่างประมาณนี้ก็น่าจะเอาไปประยุกต์อื่นๆได้แล้วน่ะครับ เช่น ลมยางอ่อน เอาไปเติมลมซะ .. เสื้อผ้าที่แพคไว้ท้ายรถเอาไปบริจาคซะ เป็นต้นครับ หวังว่าแนวคิด ภาพเพื่อ todolist น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่มี mem น้อยๆในหัวแต่ว่า mem เยอะๆที่กล้องมือถือน่ะครับอ้อ ภาพไม่ต้องละเอียดก็ได้น่ะครับเอาแค่ว่าเตือนได้เท่านั้นเอง น่าหละน้า Rackmanager’s productivity ของแท้
กรอกเนื้อความบน pdf file ทำได้ยังไงแบบ Freeware แท้ๆ
ถ้าหากว่าคุณเป็นพวกที่จะไปสัมนากันออกจากบ่อย ก็คิดว่าน่าจะเคยได้รับเอกสารประเภทที่เป็น pdf ที่เป็นใบสมัครอยู่ประจำ สิ่งที่คนปกติจะทำก็คือ จะพิมพ์ออกมาผ่านเครือ่ง printer แล้วก็เขียนหรือพิมพ์เติมเนื้อความว่างๆ เพื่อกรอกรายละเอียดหรือข้อมูลเพิ่มเข้าไปเอง แบบ manual แล้วก็ทำการส่ง fax ออกไปยังเบอร์ที่ได้ระบุเอาไว้น่ะครับ เท่านั้นก็เป็นอันพิธี แต่ไม่รู้เหรอครับว่า อันนั้นเป็นวิธีการที่ซับซ้อนและเปลืองกระดาษ เพราะสิ่งทีเกิดขึ่นคือ จะเกิดขยะที่เป็นกระดาษอย่างน้อยที่สุด 2 แผ่นครับ คือ แผ่นหนึ่งที่พิมพ์ออกมาจากเครืองพิมพ์ อีกแผ่นคือแผ่นที่ผู้รับ fax จะได้รับครับ เพื่อให้เหตุการณ์การสมัครเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์
เดี๋ยวนี้ผมว่าผู้ที่ออกแบบ form เพื่อการสัมนามันจะออกเป้น pdf file แล้วก็ให้โหลดแล้วก็สามารถที่จะรับ file หรือข้อความผ่านการพิมพ์เป็น email กลับได้เช่นเดียวกันน่ะครับ ทำให้ไม่ต้องไปเปลืองกระดาษฝั่ง fax out ครับเพราะฉะนั้นแล้ว วิธีการที่ดีที่สุดที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระดาษอีกเลยก็คือ เอา file ออกมาเป็น pdf แล้วก็กรอกข้อมูลเข้าไปบนหน้า pdf น่ะหละ แล้วก็ print out ออกมาเป็น pdf เหมือนกัน (กลับมาเป็น file format เดิมแต่ว่ามีเนื้อความหรือข้อมูลของเราแล้วครับ) แล้วก็ email ต่อไปยังผู้ส่งรายการสัมนานั้นซะเท่านั้นก็หมดเรื่องแล้วก็ยังรู้สึกว่าเราเป็นคนดีคนหนึ่งที่ได้ช่วยรักษาต้นไม้ไปได้บ้าง อย่างน้อย ก็ทำให้เราภูมิใจได้ว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีความพยายามเพื่อจะช่วยโลกร้อน(ให้ร้อนน้อยกว่านี้ แล้วก็ยังได้ช่วยหมีขาวตาดำที่อยู่ขั้วโลกให้มีที่อาศัยด้วยน่ะครับ)
โปรแกรมที่จะทำสองอย่างนี้ก็คือ pdf xchange viewer แต่มันไม่ได้ทำหน้าที่เป็น viewer ได้อย่างเดียวน่ะครับ มันพิมพ์เนื้อความอะไรทับ file pdf ได้ด้วยน่ะครับผม
อีกโปรแกรมก็คือเมื่อเราพิมพ์ เนื้อความทับ (on top) บน pdf file แล้วเราก็ทำการ print out ออกมาเป็น pdf แบบที่มีเนื้อความติดไว้ด้วย ด้วย pdf creator ครับเท่านั้นเป็นอันจบกระบวนการ โดดไปโหลดแล้วก็ลองทำตามนี้ได้เลยน่ะครับผม
การ์ดงานเข้าทดสอบระบบการติดตามงานแบบ offline ให้กับคนในองค์กรที่ไม่มีคอมพิวเตอร์คอยติดตามงานได้
ถ้าหากว่าคุณต้องทำตัวเป็นหัวหน้างานที่ดีที่ต้องคอยติดตามงานจะเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ แล้วก็เพื่อนๆร่วมงาน หรือแม้กระทั่งลูกน้อง สิ่งหนึ่งที่เราๆท่านๆพึงกระทำก็คือ การติดตามงานว่า เรื่องที่ได้แจ้งสั่งการ หรือสั่งงานไปแล้วนั้น มีการดำเนินการไปแล้วถึงไหนอย่างไรบ้างครับ ถ้าหากว่าองค์กรของคุณๆทำงานแล้วมีคน IT ซะเป็นส่วนมากหรือว่าเกือบทุกคนจะมี computer เพื่อใช้งานก็สบายไปอย่างเพราะว่า ถ้าหากว่าเป็นกรณีนี้แล้วจะมี Tools ให้ใช้งานมากมายก่ายกอง เพื่อที่จะทำให้ทุกคนที่อยู่ใน project งานเดียวกันติงิดตามผลงาน และติดตามความคืบหน้าของงานได้ไม่ยากเย็นนักครับ แต่ว่าสำหรับเนื้อความนี้จะยังไม่ได้กล่าวภึง online Tools เพื่อการติดตามงานอย่างงั้นหรอกครับ แต่จะเน้นไปที่คนที่จำเป็นต้อง work งานแบบไร้ computer เสียมากกว่าครับ คนส่วนใหญ่ถ้าหากว่าทำงานที่โรงงานหรือว่าทำที่บริษัทจะมี computer อยู่อย่างจำกัดทำให้ต้องแบ่งกันใช้ ทำให้ solution แบบ computer 100% จะไม่ได้สามารถทำงานได้อย่างดีสำหรับกรณีนี้ครับ
ก็เลยต้องมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เราและตัวคนที่รับงานเราไปนั้นทำงานแล้ว ไม่บอกว่า ลืมทำไปได้ วิธีแรกๆที่พอจะคิดออกเลยก็คือ บังคับให้จด Note เอาไว้ แต่ก็อีกเราไม่รู้อยู่ดีว่าเค้าจะเปิดอ่านหรือว่าจดอะไรเอาไว้แล้วมีความเข้าใจที่ถูกต้องหรือไม่ แล้วมีบันทึกเรื่อง due date หรือว่า dateline เอาไว้หรือไม่ ก็เอาอย่างงั้นแล้วกัน ผมก็ว่า ทดสอบออกแบบ card แข็งเพื่อใช้กับกิจนี้โดยเฉพาะกันเลยดีกว่า เรียกเท่ห์ว่า "การ์ดงานเข้า" (work-in card)
หน้าตาก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับก็แค่เหมือนกับ นามบัตรใบหนึ่งเท่านั้นที่ในนั้นจะระบุเอาไว้เป็นวันนี้วันที่สั่งงานวันที่เท่าไหร่ วันที่ต้องการกำหนดติดตามงานคือวันที่เท่าไหร่ และ งานนั้นๆคืองานอะไรครับ เนื้อหาไม่เยอะเลยครับเท่านั้นเอง อ้อ ..อีกประเด็นก็คือ แสดงถึงความต้องการด่วนมากแค่ไหน เรียกว่า ด่วนอย่างเดียวก็ไม่ถูกเพราะว่า มันบ่งบอกถึงว่าความสำคัญ หรือ ให้พิจารณาว่าต้องแซงซ้ายมาด้วยความเร็วเท่าไหร่ต่างหาก
card นี้วิธีการใช้เป็นอย่างไร ?
ไม่ยากเลยครับก็คือว่า ให้ print out การ์ดนี้ออกมาแล้วก็เก็บเอาไว้หรือพกติดตัวเอาไว้ตลอดเวลาใส่ในกระเป๋าตังค์ก็ได้ แล้วก็ให้คนอื่นๆที่อยู่หรือว่าทำงานด้วยมีซองใส่นามบัครเอาไว้ครับ หรือว่าแค่กล่องก็ได้แล้ว ให้ผลเหมือนกันครับ ทีนี้พออยากจะสั่งงานอะไรใคร เราก็กรอกข้อมูลสั้นๆเอาไว้ที่ work-in card ใบเปล่าใบใหม่แล้วก็ยื่นให้กับคนที่อยู่หน้างานด้วยกัน แต่ว่าถ้าหากว่าไม่ได้อยู่หน้างานด้วยกันอาจจะฝากคนอื่นยื่นไปให้ถึงโต้ะทำงานเลยก็ได้ครับ แล้วเมื่อคนรับงานได้รับก็จัดเก็บเอาไว้กับตัวเองที๋โต้ะทำงาน เพื่อให้เกิดการ review เป็นประจำอย่างน้อยที่สุดก็เป็นรายวันครับ งานนั้นควรมีเนื้อหาที่ไม่มากเรียกว่า อ่านแค่ 1 นาทีบนหน้า card ต้องรู้ว่านี่มันเรื่องอะไรครับ
สำหรับคนที่แจกงานคนอื่นเค้าก็ต้องเขียน card นี้เก็บเอาไว้กับตัวแล้วก็ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ติดตาม" แทนครับเพราะว่า action ที่จะต้องหรืองานที่จะต้องทำก็คือติดตาม แล้วก็ติดตาม ณ วันที่ที่ได้ระบุเอาไว้ครับ อาจจะหาปฏิทินแขวนไว้แล้วก็ปักหมุดไปที่วันที่ที่เป็น duedate ครับ อาจจะไม่จำเป็นต้องกรอกข้อมูล duedate เพื่อากรติดตามก็ได้ แต่ว่าเอาไปปักหมุดที่ปฏิทินจริงๆแทนก็ได้เหมือนกัน เพราะถ้าหากว่ามีการเลือนไปอีกก็แค่เอาออกแล้วก็ปัก ณ วันที่ไกลกว่าออกไปเท่านั้นเองครับ
แต่สำหรับคนที่แจกงานแล้วรู้ตัวว่าคัวเองเป็นคนหน้าคอมและมี internet คุณจะมีทางเลือกที่จะ track งานคนอื่นๆได้เยอะวิธีมากๆเลย ใช้ Google Calendar หรือว่าใช้ ToDolist ต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็น pda หรือว่าจะเป็น softwareที่อยู่ใน computer เลยก็ได้เช่นเดียวกันครับ แค่นี้ฝากของคนทีติดตามงานก็จะไม่ลืม เรื่องราวแต่ประการใด ครับ
สำหรับคนที่รับงานไปนั้นจะต้องถูก train เพื่อให้เปิดดูงานค้างเป็นประจำ และระบบนี้จะต้องดำเนินไปในลักษณะของการ review เพื่อให้รางวัลพิเศษ เพราะ card ทุกใบเมื่อ done เสร็จแล้วให้คนที่รับงานนั้นเก็บเอาไว้ครับ เมื่อครบปีก็มาดูกันว่า done งานไหนไปแล้วมั่งและมันเป็นงานที่สำคัญมากน้อยแค่ไหนเป็น profile สำหรับคนหน้างานทีทำงานแล้ว ไม่มีการลืมครับเพราะว่า ถือว่าเป็นการ์ดนั้นอยู่แล้ว เมื่อจะประเมินผลงานกันไม่ยากเลยครับก็ขอ work-in card ทั้งหมดเข้ามาดูประกอบด้วยก็เท่านั้นเอง และแน่นอนว่า การกระทำแบบนี้จะทำให้ระบบของ work-in card นั้นแข็งแกร่งมาขึ้นต่อไป และโดยรวมแล้วการจัดการเรื่องของ task สำหรับคนอื่นที่อยู่หน้างานแต่ไม่ได้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นั้น โดนติดตามและรู้ว่าต้องทำอะไรได้อย่างไม่มีวันลืมครับ (ยกเว้นแค่ว่าลืมออก work-in card เท่านั้นเองครับผม)
โดดไปโหลด card งานเข้าทั้งที่เป็นแบบ Photoshop file และเป็นแบบ file สำเร็จแล้วได้ที่นี่เลยครับผม
WinLoadFast โหลด Windows เร็วขึ้นกว่าเดิมจนคุณรู้สึกได้ ..โอ้ว…
WinLoadFast เป็น Freeware ที่ทำให้การโหลด Windows ตอนเริ่มทำงานได้เร็วกว่าเดิม อย่างรู้สึกได้ มันต้องอาศัยความรู้สึกเอาน่ะครับเพราะอยากจำเวลามันก็กระไรอยู่ถึงแม้ว่ามันเร็วกว่าแต่ว่าเร็วกว่ารู้ไม่ได้ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรน่ะครับเพราะฉะนั้นแล้วผมก็เลยบอกว่า มันเร็วขึ้นกว่าเดิมจน "รู้สึกได้"
อย่ารู้เลยน่ะครับว่าเบื้องหลังมันทำอะไรยังไงเอาแค่ว่ามันเร็วขึ้นก็พอแล้วถูกเหรอป่าวล่ะครับ !
โดดไปโหลดกันได้ที่นี่เลยดีกว่าครับ เพื่อความรวดเร็วเราจะไม่พูดมากน่ะครับผม ..

